บทความ Deutschland ist Teil meiner Lebensgeschichte“ Berliner Gespräch mit Thailands Botschafter Chittipat Tongprasroeth

วันที่นำเข้าข้อมูล 16 ก.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 17 ก.ค. 2569

| 203 view

บทความ "สำหรับผม เยอรมนีไม่ใช่เพียงประเทศบนแผนที่ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชีวิตของผม" ในหนังสือพิมพ์ Behörden Spiegel ฉบับเดือนมิถุนายน 2569

ถ้อยคำของ นายจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน เปิดบทสนทนาด้วยมุมมองส่วนบุคคลที่สะท้อนให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมิได้เป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ หากยังเป็นเรื่องราวของผู้คน ประวัติศาสตร์ และการแลกเปลี่ยนที่สั่งสมมายาวนานกว่าศตวรรษครึ่ง

ตลอดระยะเวลากว่า 164 ปี ไทยและเยอรมนีได้ร่วมสร้างความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจความเคารพซึ่งกันและกัน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากพระราชวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับตัวของสยามท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19

ในห้วงเวลาที่หลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญแรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคม พระองค์ทรงเลือกแนวทางการปฏิรูปประเทศและการเปิดประเทศสู่ประชาคมโลก ผ่านการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปหลายครั้ง การส่งพระราชโอรสไปศึกษาต่อในต่างประเทศ และการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวคิดสมัยใหม่จากโลกตะวันตกมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศ นโยบายดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการธำรงรักษาเอกราชของสยาม และวางรากฐานการพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย

เยอรมนีเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนสำคัญของไทยมาตั้งแต่ยุคนั้น ผู้เชี่ยวชาญ วิศวกร และภาคธุรกิจเยอรมันมีบทบาทในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกิจการรถไฟ ระบบโทรเลข หรือการพัฒนาท่าเรือ ขณะเดียวกัน คาร์ล ซิกฟรีด เดอห์ริง สถาปนิกและวิศวกรชาวเยอรมัน ได้สร้างผลงานสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าไว้ในประเทศไทย ส่วนพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยกร) บุตรของผู้อพยพชาวเยอรมัน ได้ประพันธ์ทำนองเพลงชาติไทย ซึ่งยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศยังสะท้อนผ่านมิติทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะศาลาไทย ณ เมืองบาดฮอมบวร์ค ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเมื่อปี พ.ศ. 2440 นับเป็นสถาปัตยกรรมไทยแห่งแรกในต่างประเทศ และยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและการทูตวัฒนธรรมไทย–เยอรมนี มาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับเอกอัครราชทูตจิตติพัฒน์ เยอรมนีมิใช่เพียงประเทศที่ท่านได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ หากยังเป็นสถานที่ที่หล่อหลอมประสบการณ์ชีวิต ตั้งแต่วัยเยาว์ที่ได้ศึกษาในเมืองบาดเซเกแบร์กและนครฮัมบวร์ค ก่อนศึกษาต่อด้านรัฐศาสตร์ทั้งในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา และเข้ารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2537 ตลอดระยะเวลากว่าสามทศวรรษของการทำงานด้านการทูต เอกอัครราชทูตจิตติพัฒน์เคยปฏิบัติหน้าที่ทั้งในนครนิวยอร์ก กรุงเทพมหานคร นครแฟรงก์เฟิร์ต และกรุงเบิร์น ก่อนเข้ารับตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลินในปี พ.ศ. 2568

ประสบการณ์การใช้ชีวิตและการทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาเยอรมันรวมกว่า 12 ปี ทำให้เอกอัครราชทูตจิตติพัฒน์มีความเข้าใจสังคมเยอรมันอย่างลึกซึ้ง และเชื่อมั่นว่า ความผูกพันระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคี

บนพื้นฐานของประวัติศาสตร์อันยาวนาน ไทยและเยอรมนีกำลังก้าวสู่ความร่วมมือในมิติใหม่ โดยประเทศไทยมุ่งผลักดันการยกระดับความสัมพันธ์กับเยอรมนีสู่ หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา

ในมิติทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป ควบคู่กับเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี พ.ศ. 2573 พร้อมทั้งส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่ไทยและเยอรมนีมีศักยภาพในการพัฒนาความร่วมมือร่วมกัน

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศด้านนวัตกรรมและผู้ประกอบการรุ่นใหม่โดยใช้เวทีระดับนานาชาติ อาทิ Techsauce Global Summit 2026 เป็นพื้นที่เชื่อมโยงสตาร์ทอัพ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อสร้างโอกาสใหม่ด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล

ในประเด็นด้านความยั่งยืน ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศโดยมุ่งบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2578 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมยังคงเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของความสัมพันธ์ไทย–เยอรมนี ประเทศไทยมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งโขน นวดไทย และเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ โดยองค์การยูเนสโก และยังได้เสนอ "ชุดไทย" เพื่อรับการพิจารณาขึ้นทะเบียนในปี 2569 สะท้อนบทบาทของวัฒนธรรมไทยในฐานะพลังแห่งการสร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงผู้คนระหว่างประเทศ

ท่ามกลางภูมิทัศน์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เอกอัครราชทูตจิตติพัฒน์มองว่า ประเทศขนาดกลางอย่างประเทศไทยสามารถมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเจรจา สร้างความไว้วางใจ และทำหน้าที่เป็น "ผู้สร้างสะพาน" (Bridge Builder) เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ

หลังจากรับราชการทางการทูตกว่า 32 ปี เอกอัครราชทูตจิตติพัฒน์ยังคงยึดมั่นว่า "ความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเคารพในความแตกต่าง และการเปิดพื้นที่สำหรับการเจรจาอย่างจริงใจ คือหัวใจของการทูต และเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ยั่งยืน"

เช่นเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวางรากฐานความสัมพันธ์ไทย–เยอรมนีไว้เมื่อกว่าร้อยปีก่อน ความสัมพันธ์ดังกล่าวยังคงได้รับการสืบสานและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน พร้อมก้าวสู่อนาคตบนพื้นฐานของมิตรภาพ ความไว้วางใจ และวิสัยทัศน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ